ขั้นตอนในการได้รับโปรแกรมการรับรู้ภายใต้เริ่มต้นอินเดีย

ขั้นตอนในการได้รับโปรแกรมการรับรู้ภายใต้เริ่มต้นอินเดีย

อินเดียมีระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดเริ่มต้นที่สามหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อินเดียเป็นประเทศเริ่มต้นที่อายุน้อยที่สุดที่มีมากกว่า 72% ของประชากรต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ นายกรัฐมนตรี Narendra Modi ได้สนับสนุนให้เยาวชนของประเทศอินเดียที่จะเชื่อในความคิดของพวกเขาผ่านการเริ่มต้นอินเดียและอินเดีย Standup ความคิดริเริ่ม เขาเห็นว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นวิธีที่จะเปลี่ยนประเทศอินเดีย

เริ่มต้นความคิดริเริ่มที่อินเดียมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ตระหนักถึงศักยภาพของพวกเขาและช่วยให้พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง การเริ่มต้นแผนอินเดียการดำเนินการจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรุ่นมุ่งเน้นธุรกิจหลักของพวกเขา เรือธงของรัฐบาลอินเดียนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบำรุง Startups ของอินเดียและผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

อินเดียแผนเริ่มต้นได้ให้เหตุผลใน 1 เมษายน 2016 และตั้งแต่นั้นมาก็มีการแก้ไขมากกว่า 12,500 คำสั่งผ่านสื่อสังคมอีเมลและโทรศัพท์

ตาบานสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างง่ายดายประโยชน์ภายใต้โครงการเริ่มต้นอินเดียเช่นการผ่อนคลายในกฎหมายสิ่งแวดล้อมและแรงงาน บ่อยครั้งที่ Startups กำลังเครียดมากเกินไปกับพิธีการกฎระเบียบที่กำหนดให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและแรงงาน หลายคนครั้งไม่ได้ตระหนักถึงกฎระเบียบและข้อบังคับหลายเป็นผลให้พวกเขามักจะจบลงด้วยการเป็นเหยื่อของการกระทำล่วงล้ำโดยหน่วยงานกำกับดูแล โปรแกรมที่จะช่วยให้ที่เพิ่งเริ่มต้นด้วยตนเองรับรองธุรกิจของพวกเขาผ่านการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือและประโยชน์ 9 แรงงานและสิ่งแวดล้อมประโยชน์ นอกจากนี้ยังจะมีการตรวจสอบที่ไม่มีในที่เพิ่งเริ่มต้นเหล่านี้เป็นเวลาสามปี

  • คำถามที่เกิดขึ้นที่นี่คือวิธีการที่เพิ่งเริ่มต้นจะได้รับการยอมรับภายใต้ธงนี้
  • มีเกณฑ์ที่แน่นอนซึ่งการเริ่มต้นต้องทำก่อนที่จะได้รับการยอมรับเป็น
  • นิติบุคคลของการเริ่มต้นเป็นทั้ง บริษัท เอกชนหุ้นส่วนรับผิด จำกัด หรือหุ้นส่วน
  • อายุของการเริ่มต้นไม่เกินห้าปี
  • ผลประกอบการประจำปีของการเริ่มต้นจะต้องไม่เกิน 25 crores
  • ขั้นตอนต่อไปจะได้รับจดหมายแนะนำจากหนึ่งต่อไปนี้ใด ๆ :

ได้รับการสนับสนุนโดยคำแนะนำ (ในเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของธุรกิจด้วย) ในรูปแบบที่กำหนดโดยนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมและโปรโมชั่นจากศูนย์บ่มเพาะที่จัดตั้งขึ้นในวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาในประเทศอินเดีย หรือ

  • B ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์บ่มเพาะกองทุน (เพื่อโครงการ) จากรัฐบาลอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ระบุในการส่งเสริมนวัตกรรม; หรือ
  • C ได้รับการสนับสนุนโดยคำแนะนำ (ในเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของธุรกิจด้วย) ในรูปแบบที่กำหนดโดยนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมและโปรโมชั่นจากศูนย์บ่มเพาะได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอินเดีย หรือ
  • D ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนบ่มเพาะ / แองเจิลกองทุนรวม / กองทุนรวมตราสารทุนเอกชน / Accelerator / แองเจิลเครือข่ายจดทะเบียนกับคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของประเทศอินเดียที่ราชบัณฑิตธรรมชาติความคิดสร้างสรรค์ของธุรกิจนั้น หรือ
  • E ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลของอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ระบุในการส่งเสริมนวัตกรรม; หรือ
  • F สิทธิบัตรที่ได้รับจากสิทธิบัตรของอินเดียและเครื่องหมายการค้าสำนักงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของธุรกิจรับการเลื่อนตำแหน่ง

การเริ่มต้นจะได้รับจดหมายคำแนะนำเฉพาะในกรณีที่จะมีการทำงานที่มีต่อนวัตกรรมการพัฒนาการใช้งานของสินค้าหรือบริการหรือมันคือการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่หรือบริการ

เมื่อเริ่มต้นที่ได้รับจดหมายแนะนำก็รับรู้และจะกลายเป็นได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายแรงงาน ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสามปีและสิทธิในสิทธิบัตรอินเดีย, การเริ่มต้นความต้องการที่จะได้รับการอนุมัติจากนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมและโปรโมชั่นและคณะกรรมการระหว่างกระทรวง

หลักการเลือกเช่าเต็นท์

1. ควรเลือกเช่าเต็นท์ที่ผลิตจากผ้าไนล่อน เพราะมีน้ำหนักเบา และยิ่งขนาดด้ายของผ้าไนล่อนมีขนาดใหญ่มากเท่าไรก็ยิ่งมีความแข็งแรงมากขึ้น

2. ควรเลือกเต็นท์ที่มีระบบการถ่ายเทอากาศที่ดี

3. หากเป็นการท่องเที่ยวที่รถยนต์หรือเรือเข้าไปถึงจุดตั้งแค้มป์ หรือเดินจากที่จอดรถจอดเรือไปยังจุดตั้งแค้มป์เพียงเล็กน้อย หรือ มีลูกหาบช่วยแบกแม้ว่าจะเป็นการเดินระยะทางไกลกว่าจะถึงจุดตั้งแค้มป์ เราจะนำเต็นท์ขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้เต็นท์รูปแบบใดก็ได้ ส่วนการท่องเที่ยวที่จำต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลและต้องแบกสัมภาระด้วยตนเอง ควรใช้เต็นท์ขนาดเล็กประมาณ 2-3 คน ก็เพียงพอ

4. ควรมีผ้าคลุมเต็นท์ (Fly Sheet) ติดตัวไปด้วยเสมอ เพราะเราไม่อาจคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน 100% ว่าจะไม่มีฝนตกในช่วงฤดูร้อน หรือน้ำค้างลงไม่หนักในช่วงฤดูหนาว

การประกันภัยรถยนต์นั้นเป็นบริการประกันภัยรถยนต์จากบริษัทประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์นั้นเป็นบริการประกันภัยรถยนต์จากบริษัทประกันภัยรถยนต์หรือบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทประกันภัยรถ มีกฎข้อบังคับให้มีการจัดทำประกันภัยรถยนต์หรือการประกันภัยรถชนิดต่างๆที่เหมาะสมกับรถที่ท่านใช้งาน โดยเป็นไปตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.๒๕๓๕ หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆดังกล่าว หรือไม่ฝ่าฝืนไม่มีการจัดทำประกันภัยรถยนต์โดยตั้งใจ จะมีความผิดตามกฎหมายและต้องโทษปรับและหรือจำคุก ดังนั้นท่านผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์ต่างๆจึงควรที่จะวางแผนและเลือกสรรประกันภัยรถยนต์ที่ตรงตามความต้องการต่างๆของท่าน เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่าท่านจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่และคุ้มค่าเมื่อถึงเวลาที่ท่านจะต้องใช้งานการประกันภัยรถยนต์นั้นๆที่ท่านได้มีการจัดทำ แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการใช้บริการความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์โดยที่ไม่จำเป็นเพราะการที่ต้องใช้บริการประกันภัยรถยนต์ก็จะหมายถึงว่ามีการเกิดเหตุความเสียหายใดๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นกับสุขภาพ ร่างกาย หรือชีวิตของใครก็ตามที่ต้องประสบกับผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆนั้น หรือเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินของผู้เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นๆเองหรือทรัพย์สินของคู่กรณีก็ตาม

การประกันภัยรถยนต์นั้นสามารถแบ่งประเภทออกมาได้สองประเภทคือประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือพรบ. และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจซึ่งสามารถแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกเป็นการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้นหนึ่ง การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้นสอง การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้นสาม และการประกันรถยนต์ภาคสมัครใจแบบพิเศษ หรือการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบบบวก มีรูปแบบย่อยสองรูปแบบก็คือการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบบชั้นสองบวกและการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบบชั้นสามบวก ซึ่งการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทั้งห้ารูปแบบนี้ (การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ชั้นสองบวก ชั้นสาม และชั้นสามบวก) เป็นการประกันภัยรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายมากกว่าการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับทั้งสิ้น แต่นั่นก็หมายความว่าท่านจะต้องเสียค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมากขึ้นกว่าการเสียค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับเช่นกัน โดยจำนวนเงินที่ท่าจะจ้องเสียเพื่อเป็นค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์รูปแบบต่างๆนั้นจะแตกต่างกันตามขอบข่ายครอบคลุมความเสียหายและจำนวนวงเงินประกันความเสียหายที่จะได้รับจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ท่านจัดทำประกันภัยรถยนต์ไว้ด้วย ยิ่งขอบเขตความคุ้มครองความเสียหายกว้าง ครอบคลุมความเสียหายที่หลากหลายมาก เงินชดเชยในกรณีที่เกิดความเสียหายมีจำนวนมาก เบี้ยจะแพง

เศรษฐศาสตร์สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขสิ่งแวดล้อมได้

หลายคนกล่าวโทษธุรกิจหรือเศรษศาสตร์เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจและแวดวงเศรษฐศาสตร์ คือ ความเชื่อที่ว่าเศรษฐศาสตร์สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขสิ่งแวดล้อมได้ รวมทั้งการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและการดูแลสิ่งแวดล้อมจะสามารถไปด้วยกันได้ ดังเช่นนวัตกรรมในภาคธุรกิจและการเงินดังต่อไปนี้

1. ธุรกิจซื้อขายคาร์บอน ธุรกิจประเภทนี้คือการที่บริษัทหรือเจ้าของโรงงานที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตให้ที่ตนเองลดได้กับประเทศหรือบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนเกินโควต้า ตามโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)

สืบเนื่องจากพิธีสารเกียวโตกำหนดให้ประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูง ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้น “การซื้อขายคาร์บอนเครดิต” จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำหนดออกมาพิเศษ เพื่อช่วยให้ประเทศตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถการปล่อยคาร์บอนของตนได้อีกต่อไปไม่ต้องถูกลงโทษ โดยใช้วิธีช่วยเหลือธุรกิจในประเทศอื่นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อลดได้จะกลายเป็นคาร์บอนเครดิตของตนเอง ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าปรับ

อย่างไรก็ตามถึงแม้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะมีข้อดี แต่หากประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่มีพันธะลดก๊าซเรือนกระจกนำคาร์บอนเครดิตมาขายจนหมดสิ้น จะกลายเป็นภาระผูกพันถึงอนาคต หากมีข้อตกลงใหม่ที่กำหนดให้ประเทศนั้นๆ ต้องช่วยลดก๊าซเรือนกระจกด้วย ประเทศเหล่านี้ก็จะไม่มีคาร์บอนเครดิตเหลือ เพราะขายล่วงหน้าไปหมดแล้ว และราคาที่ขายได้ก็อาจต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดให้จ่ายค่าปรับหลายเท่า

2. การประกันพืชผลบนดัชนีอากาศ เนื่องจากภาวะโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ดินฟ้าอากาศ มีความแปรปรวนไม่แน่นอนและภัยธรรมชาติ ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น ทำให้นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการประกันพืชผลบนดัชนีอากาศเป็นกรมธรรม์ที่คุ้มครองเกษตรกรรายย่อยจากความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง อันเนื่องมากจากภาวะโลกร้อนได้ โดยใช้ “ดัชนีภูมิอากาศ” (weather index) เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขประกัน เช่น ปริมาณน้ำฝน, อุณหภูมิ, ระดับน้ำในแม่น้ำ ฯลฯ

3. การจับคู่ผู้ประกอบการสังคม (Social Enterprise Matching) เป็นการจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการสังคมหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยากทำเพื่อสังคม ตัวอย่างเช่น บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต สนับสนุนเรื่องการอนุรักษ์ปะการังและกิจการเพื่อสังคม โดยจับคู่กับ New Haven Reef Conservation Program หรือกรณีบริษัท นานมี จำกัด จับคู่กับ Children Mind and Child Gallery โดยสนับสนุนงานศิลปะบำบัด เยียวยาเยาวชนชายขอบ

4. ระบบตลาดการค้าที่เป็นธรรมหรือแฟร์เทรด (Fair Trade) เป็นระบบการค้าที่สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค รวมถึงแรงงานที่อยู่ในระบบ โดยผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ในขบวนการผลิตต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรม มีการประกันราคาขั้นต่ำผลผลิต ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่แรงงานได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ไม่ถูกกีดกันเรื่องเพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา และอายุ

อย่างไรก็ตามลำพังเศรษฐศาสตร์และธุรกิจไม่อาจกอบกู้โลกได้ตามลำพัง ปัญหาโลกร้อนในวันนี้ไม่ได้เป็นเพราะเราไม่มีนวัตกรรม ความรู้ การจัดการหรือเทคโนโลยีที่ดีพอในการที่จะแก้ปัญหาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่อยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในวงกว้าง และการเปลี่ยนพฤติกรรมก็จำต้องอาศัยหลายกลวิธีผสมกัน เรามีความต้องการนวัตกรรมต่างๆ ที่มากกว่าสามอาร์ (R3) หรือการใช้ถุงผ้า รวมทั้งเรามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบายและกฎหมายด้วย

ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาระดับโลก

องค์กรพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (The United States Environmental Protection Agency) ให้นิยามความยุติธรรมสิ่งแวดล้อมว่า คือ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ชาติกำเนิด หรือรายได้ในการพัฒนาปฏิบัติตาม และการบังคับใช้กฎหมาย กฎข้อบังคับ หรือนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

ถึงแม้ความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อมจะส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ผู้ที่ได้รับเสียหายจะกระจายกันอยู่ทั่วไป มีทั้งคนที่มีฐานะและคนยากจน แต่อย่างไรก็ตามคนยากจน คนด้อยโอกาส หรือชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็จะมีโอกาสในการแก้ไขปัญหาได้น้อยกว่าหรือใช้เวลายาวนานกว่าจะเข้าถึงความยุติธรรม เนื่องจากมีช่องว่างทางสังคม ความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม เช่น คดีมลพิษทางอากาศในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คดีการปล่อยน้ำเสียซึ่งมีสารตะกั่วเจือปนในลำห้วยคลิตี้ ความเสียหายจากความไม่เป็นธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดต่อมนุษย์เห็นได้ชัดเจนในเรื่องปัญหาสุขภาพอนามัยและความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกายในลักษณะต่างๆ เช่น การเกิดอาการเจ็บป่วยของคนงานและชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบการนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่การเป็นโรคภูมิแพ้และโรคมะเร็งเนื่องจากมลพิษทางอากาศ หรือกรณีที่กลุ่มชาติพันธ์ปกากะญอในหมู่บ้านคลิตี้ป่วยด้วยโรคสารตะกั่วในเลือดสูงจากการบริโภคน้ำที่เจือปนสารตะกั่วอันมาจากโรงงานปล่อยน้ำเสีย ฯลฯ

ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาระดับโลก กระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมจึงจำเป็นจะต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมในการเข้าใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรมและเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความยุติธรรมทางระบบนิเวศวิทยา (Ecological Justice) สิทธิมนุษยชนหรือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ( Constitutional Environmental Right) ซึ่งรัฐธรรมนูญของหลายประเทศได้ให้การรับรองสิทธิของประชาชนที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี (Right to Clean and Healthy Environment) และแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Democracy) เช่น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Right to Know) โดยเฉพาะการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EIA) และสุขภาพของประชาชน (HIA) สิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของรัฐ การใช้สิทธิทางศาล และความยุติธรรมในเชิงการมีส่วนร่วม (Participative Justice) กระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นองค์ความรู้ใหม่ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของอาเซียนจำเป็นจะต้องศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อมในระบบสากล

ในระดับสากล หลายประเทศให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการกำหนดเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐภาคีที่จะให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทร่วมกันกับรัฐ ดังเช่น อนุสัญญาว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมสาธารณะในการตัดสินใจ และการเข้าถึงความยุติธรรมในคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2541 หรือ The Convention on Access to Information, Public Participation in Decision-Making and Access to Justice in Environmental Matters ซึ่งปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งหมด 44 ประเทศ แต่ประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนยังไม่มีประเทศใดเป็นรัฐภาคีสมาชิก